บทที่ 12 ข้าอยากให้ท่านได้ทำตามใจ
เลี่ยงรุ่ยฟังคำพูดและท่าทางที่ซุกซนของนาง เขาก็อดจะยกยิ้มออกมาไม่ได้ พร้อมทั้งดีดหน้าผากของนางอย่างมันเขี้ยว
“โอ๊ยย ท่านดีดหน้าผากข้าทำไม”
“เรื่องเลี้ยงดูเจ้า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า เจ้าเป็นสตรีควรอยู่ดูแลเรือนก็พอ” เขาอยากจะบอกนางว่าสมควรเลี้ยงดูเพียงลูกก็พอ
“แต่ข้าอยากให้ท่านได้ร่ำเรียน ตอนนี้ท่านเพียงสิบเก้าหนาว ยังมีเวลาอีกมาก ข้าอยากให้ท่านได้ทำตามความต้องการของตนเอง” นางอยากให้เขาได้ทำตามความต้องการของตนเองสักครั้ง เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาคงไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการเลย
เลี่ยงรุ่ยมองหลินเยว่อย่างขอบคุณ เขาดึงนางเข้ามาสวมกอดไว้แน่น นางเป็นคนแรกเลยกระมังที่พูดให้เขาทำตามความต้องการ
หลินเยว่ตกตะลึงไม่น้อยที่อยู่ๆ เลี่ยงรุ่ยก็ดึงนางเข้าไปสวมกอดเช่นนี้ นางที่ทำตัวไม่ถูกจึงได้เอ่ยออกมาว่า “ข้าหิวแล้ว” เขาถึงได้ยอมปล่อยตัวนาง
หลินเยว่รีบวิ่งเข้าไปในครัว เพื่อทำอาหาร แต่ความจริงแล้วนางเขินอายไม่น้อย จึงไม่กล้าที่จะสู้หน้าเขาในตอนนี้
เมื่อทั้งสองออกมาจากมิติ นางหงซื่อที่ไปตามจางซุยในเมืองก็เดินทางกลับมาถึงเรือนพอดี ทั้งคู่ยังพาผู้นำหมู่บ้านมาที่เรือนของพวกเขาด้วย
เสียงร้องเรียกของผู้นำหมู่บ้านดังเรียกเลี่ยงรุ่ยอยู่ที่หน้าห้องของเขา เขาจึงได้พาหลินเยว่นางออกไปด้านหน้าเรือนหลัก
“จริงรึ ที่เจ้าจะออกจากตระกูล” ผู้นำหมู่บ้านจิ่วเอ่ยถามเลี่ยงรุ่ยอย่างเป็นห่วง
“ขอรับ ท่านลุงจิ่ว”
ผู้นำหมู่บ้านไม่ได้เอ่ยถามว่าเป็นเพราะเหตุใด เขาถึงต้องการออกจากตระกูล ตัวเขาก็พอจะรู้มาไม่น้อยว่าเลี่ยงรุ่ยถูกคนตระกูลรังแกมากเพียงใด
เมื่อเขามีครอบครัวเป็นของตนเองจึงไม่อยากให้ภรรยาถูกรังแกไปด้วย วันนี้เขาก็รู้จากลูกสะใภ้ว่าหลินเยว่นางต้องซักผ้าให้คนทั้งเรือน ทั้งยังเปิดให้ดูร่องรอยที่นางถูกนางฮั่วซื่อทุบตีอีกด้วย
“เอาเถิด เช่นนั้นก็นำที่นาและเงินในส่วนของอาซางมาให้อารุ่ยเสีย” เขาหันไปบอกจางซุนและนางฮั่วซื่อ
“เหอะ ข้าไม่ให้ ตั้งแต่มันเกิดมาครอบครัวข้าต้องสูญเสียไปไม่น้อย ตอนจะไปยังคิดจะมาเอาของ ของข้าไปอีกรึ” นางฮั่วซื่อเท้าสะเอวต่อว่าเลี่ยงรุ่ย
ผู้นำหมู่บ้านก็ดูเหมือนจะไม่พอใจอย่างยิ่งที่นางฮั่วซื่อดื้อรั้นเช่นนี้ เขากำลังจะอ้าปากต่อว่า แต่เสียงของเลี่ยงรุ่ยก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านลุงจิ่ว ส่วนของบิดาข้า ข้าไม่ต้องการขอรับ แต่ข้าขอส่วนที่เป็นสินเดิมของท่านแม่คืนก็พอขอรับ” เขาเอ่ยอย่างนอบน้อมกับผู้นำหมู่บ้าน
“ไปนำมาคืนอารุ่ยเสีย” ผู้นำหมู่บ้านก็เห็นด้วยกับเลี่ยงรุ่ย
“ส่วนนี้ก็ไม่ได้” นางฮั่วซื่อหันหน้าไปทางอื่น
“เพ้ย ของอาซางก็ไม่ให้ ที่นากับบ้านของอากุ้ยเจ้าก็ไม่ให้อีกรึ เช่นนั้นก็ไปที่ว่าการ ให้ท่านนายอำเภอตัดสินเสีย”
จางซุนสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อได้ยินว่าจะไปที่ว่าการ เขาลากตัวมารดาออกไปคุยห่างจากผู้อื่นเล็กน้อย
“ท่านแม่ ท่านยอมให้อารุ่ยไปเถิดขอรับ หากไปถึงที่ว่าการ เรื่องของอาเฉิงต้องถูกพวกมันพูดขึ้นมาแน่นอน”
จางซุนรู้เรื่องมาจากนางหงซื่อตอนที่ไปตามเขากลับมาจากร้านข้าวในเมืองแล้ว เขาเป็นหลงจู๊อยู่ที่ร้านข้าวสาร คงไม่ดีหากเรื่องของบุตรชายหลุดออกไปจากเรือน ตัวเขาก็คงต้องถูกไล่ออกจากงานไปด้วย จึงได้รีบร้อนกลับมาที่หมู่บ้านทันที
นางฮั่วซื่อใบหน้าซีดขาว นางไม่อาจเอาอนาคตของหลานชายไปแลกกับเรื่องเช่นนี้ได้ จึงได้เดินขึ้นเรือนไปอย่างไม่พอใจ
“ท่านลุงจิ่ว ท่านเขียนหนังสือตัดขาดเถิดขอรับ”
ผู้นำหมู่บ้านเดินไปเขียนหนังสือตัดขาดที่แคร่ใต้ต้นไม้ทันที เมื่อเขียนเสร็จเขาส่งให้จางซุนและจางเลี่ยงรุ่ยคนละแผ่นเพื่อตรวจสอบ
หลินเยว่เห็นเลี่ยงรุ่ยรับกระดาษมาเม้มปากแน่น นางก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคงอ่านตัวหนังสือที่เขียนไว้ไม่ออก จึงได้ดึงมาอ่านเอง
นางพอจะมีความรู้เรื่องตัวอักษรโบราณอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องเดินทางไปนอกเมืองเพื่อซื้อวัตถุดิบ ชาวบ้านในหมู่บ้านบางแห่งเขียนอักษรโบราณแปะไว้ที่ผนังบ้านจึงทำให้นางสนใจ จนเริ่มที่จะหาหนังสือมาหัดอ่านและหัดเขียน
เพื่อที่ครั้งต่อไปเมื่อนางเดินทางไปติดต่อซื้อวัตถุดิบ จะได้พูดคุยกับพวกเขาได้บ้าง การที่ทำเช่นนี้ย่อมได้ใจชาวบ้านอยู่ไม่น้อย
ผู้นำหมู่บ้านจิ่วก็ไม่ได้แปลกใจที่หลินเยว่นางจะแย่งหนังสือตัดขาดไปอ่านเอง เพราะนางเป็นถึงคุณหนูตระกูลเกา เรื่องความรู้นางคงมีติดตัวมาไม่น้อย
จนถึงตอนนี้เขายังไม่เข้าใจเลยว่า นางฮั่วซื่อไปเจรจาเช่นไรถึงได้แต่งเกาหลินเยว่เข้าเรือนมาได้
และยังยกบุตรสาวคหบดีอย่างหลินเยว่ให้แต่งกับหลานชายที่นางรังเกียจ แทนที่จะเป็นจางเฉิงหลานรักของนาง
“รบกวนท่านผู้นำหมู่บ้าน เขียนเพิ่มให้ข้าอีกหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะให้ข้าเขียนอันใดเพิ่มรึ”
“เมื่อตัดขาดกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายมิอาจหาผลประโยชน์อันใดต่อกันได้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจริญรุ่งเรือง”
ผู้นำหมู่บ้านจิ่วมองหลินเยว่อย่างชื่นชม เด็กสาวผู้นี้ฉลาดไม่น้อย ไม่รู้ว่าเลี่ยงรุ่ยวาสนาดีเพียงใด ที่ได้แต่งนางเข้าเรือน
“ได้” เขารับคำของนางแล้วเดินไปร่างหนังสือต่อ
ทางด้านจางซุน และนางฮั่วซื่อ ย่อมต้องยินดีที่หลินเยว่นางเอ่ยออกมาเช่นนั้น หากนางไม่พูดขึ้น พวกเขาก็คงต้องเอ่ยบอกท่านผู้นำหมู่บ้านเช่นกัน
“หึ ต่อไปอาเฉิงได้เป็นขุนนาง พวกเจ้าก็อย่าลืมที่เอ่ยออกมาเมื่อครู่เล่า” นางหงซื่อเอ่ยเยาะเย้ยออกมา
“หลินเยว่จะจดจำไว้อย่างดี” นางก้มหัวลง พร้อมกับยิ้มหวานออกมา
“หึ” นางฮั่วซื่อสบถออกมา การกระทำของนางเช่นนี้ ใช่นอบน้อมเสียที่ไหน แต่เป็นการถากถางพวกเขาต่างหาก
